กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เพิ่งสรุปการประเมินเศรษฐกิจไทยในกรอบ Article IV Consultation 2025 ชี้ว่าแม้เศรษฐกิจยังมีความแข็งแกร่งในด้านเสถียรภาพภายนอก แต่การเติบโตของไทยกำลังชะลอตัวท่ามกลางแรงกดดันทั้งจากภายนอกและภายในประเทศ โดยเฉพาะอุปสงค์ที่อ่อนแอ ส่งผลให้การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ต่ำกว่าที่คาดไว้และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องในปีหน้า
รายงานของ IMF ระบุว่า GDP ไทยในปี 2568 คาดว่าจะเติบโตเพียง 2.1% ก่อนจะลดลงเหลือ 1.6% ในปี 2569 ซึ่งหมายถึงการฟื้นตัวที่เปราะบางท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน ทั้งความไม่แน่นอนในนโยบายการค้าโลก ความตึงเครียดทางการเงิน และผลกระทบของตลาดการเงินโลกที่ผันผวน
ตารางด้านล่างแสดงสัดส่วนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาและคาดการณ์ของ IMF:
| ปี | การเติบโต GDP (ร้อยละ) |
|---|---|
| 2024 | 2.5 |
| 2025 | 2.1 |
| 2026 | 1.6 |
ปัจจัย “ท้าทาย” ที่ IMF ชี้ให้เห็น
IMF วิเคราะห์ว่าการเติบโตที่อ่อนแอนี้เกิดจากหลายปัจจัยสำคัญ:
- อุปสงค์ภายในประเทศยังอ่อน: การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวไม่มากนัก แม้การส่งออกมีแนวโน้มดีขึ้นก่อนการปรับขึ้นภาษีของคู่ค้าหลัก แต่ก็ไม่ได้เพียงพอที่จะขับเคลื่อนการเติบโตในวงกว้าง
- เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ: อัตราเงินเฟ้อทั้งปียังไม่กลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (1–3%) อย่างยั่งยืน ส่งผลให้มีพื้นที่สำหรับการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม แต่ก็ต้องระวังผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบการเงิน
- หนี้ครัวเรือนยังสูง: ความเชื่อมโยงระหว่างหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงกับการทำงานของนโยบายการเงินเป็นสิ่งที่ IMF มองว่าควรได้รับการจัดการอย่างระมัดระวังเพื่อให้การลดดอกเบี้ยและมาตรการต่าง ๆ ส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจจริงได้ดีขึ้น
สูตร “ทางออก” ของ IMF
เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น IMF แนะนำแนวทางการบริหารนโยบายแบบ ผสมผสานและรอบคอบ ดังนี้:
- คงงบประมาณอย่างระมัดระวังและเจาะจง: มาตรการทางการคลังควรเน้นสนับสนุนกลุ่มเปราะบางและส่งเสริมการบริโภคเชิงบวก มากกว่าการขยายงบประมาณแบบทั่วถึงสำหรับทุกกลุ่ม
- ผ่อนคลายนโยบายการเงินเมื่อจำเป็น: มีพื้นที่ให้ธนาคารกลางพิจารณาปรับทิศทางอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนภาวะอุปสงค์ แต่ต้องควบคู่กับการจัดการปัญหาหนี้เสียและระบบสินเชื่อ
- เร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ: IMF เน้นว่าการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต การพัฒนาขีดความสามารถด้านแรงงาน และการส่งเสริมการลงทุนเชิงคุณภาพเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับศักยภาพการเติบโตระยะยาว
ความหวังลึก ๆ อยู่ที่ “การฟื้นตัวของความเชื่อมั่น”
แม้ IMF จะมองว่าความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยยังคงอยู่ในระดับสูง แต่ก็ชี้ให้เห็นว่าหากความไม่แน่นอนทางการค้าระหว่างประเทศคลี่คลายลงได้เร็วขึ้น และอุปสงค์ของคู่ค้าหลักฟื้นตัวอย่างแข็งแรง ความหวังการกลับมาเติบโตที่สูงกว่าเดิมก็ยังไม่ต้องรอเกินไป
ในแง่นี้ รายงานของ IMF ไม่ใช่แค่ “คำเตือน” แต่ยังเป็นบรรทัดฐานให้ไทยวางแผนฟื้นตัวเชิงยุทธศาสตร์เพื่อหลุดจากการเติบโตที่ชะลอตัว — จากแรงลมกรดสู่ลมแห่งการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง.