ญี่ปุ่นจะขนส่งคาร์บอนไดออกไซด์จากการปล่อยมลพิษไปยังมาเลเซีย ซึ่งเป็นโครงการกักเก็บและเก็บรักษาคาร์บอนข้ามพรมแดนแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โครงการนี้กำลังเผชิญการวิพากษ์วิจารณ์จากนักกิจกรรมด้านสภาพภูมิอากาศที่มองว่าเทคโนโลยีนี้เป็นเพียงสัญลักษณ์มากกว่ามีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ.the-independent+1
ตามข้อตกลงนี้ การปล่อยก๊าซจากอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษของญี่ปุ่น เช่น โรงไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน ปูนซีเมนต์ และเหล็ก จะถูกดักจับ ทำให้เป็นของเหลว แล้วขนส่งด้วยเรือไปยังแหล่งก๊าซหมดอายุชายฝั่งซาราวักบนเกาะบอร์เนียว หากประสบความสำเร็จ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าโครงการนี้อาจปูทางให้เกิดโครงการคล้ายกันในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อื่น ๆ เช่น อินโดนีเซียและไทย.abcnews+1
การวิพากษ์วิจารณ์
กลุ่มสิ่งแวดล้อมวิพากษ์วิจารณ์แผนนี้อย่างรุนแรง Rachel Kennerley ผู้เชี่ยวชาญด้านกักเก็บคาร์บอนจาก Center for International Environmental Law กล่าวว่าข้อตกลงนี้ “อันตรายเพราะโอนภาระการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปยังมาเลเซียแทนที่จะเป็นญี่ปุ่น” Ayumi Fukakusa จาก Friends of the Earth Japan เรียกการส่งออก การปล่อยมลพิษ ไปยังประเทศอื่นว่า “ลัทธิอาณานิคมคาร์บอน”.
ในขณะที่ International Energy Agency มองว่าการกักเก็บคาร์บอนเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สถานการณ์ Net Zero Emissions ล่าสุดคาดการณ์ว่าเทคโนโลยีนี้จะมีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซน้อยกว่า 5% ภายในปี 2050 Grant Hauber จาก Institute for Energy Economics and Financial Analysis กล่าวว่า CCS “ให้คำสัญญาที่น่าดึงดูดแต่ไม่สามารถส่งมอบได้จริง”.
ด้วยไฟฟ้าในมาเลเซียกว่า 81% มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล นักกิจกรรมด้านสภาพภูมิอากาศโต้แย้งว่าการกักเก็บคาร์บอนเบี่ยงเบนทรัพยากรจากแนวทางแก้ปัญหาที่พิสูจน์แล้ว เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า.abcnews+1
เป้าหมายทางเศรษฐกิจและการปล่อยก๊าซ
ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าผู้ปล่อยคาร์บอนรายใหญ่ที่สุดของโลก กำลังลงทุนในแหล่งเก็บคาร์บอน 9 แห่ง โดย 3 แห่งอยู่ในมาเลเซีย คาดว่าภายในปี 2030 แหล่งเหล่านี้จะเก็บคาร์บอนได้ 20 ล้านตันต่อปี ซึ่งคิดเป็นประมาณ 2% ของการปล่อยก๊าซรายปีของญี่ปุ่น มาเลเซียจะได้รับค่าตอบแทนจำนวนที่ยังไม่กำหนดต่อตันที่เก็บไว้ ทำให้ญี่ปุ่นสามารถหักลบการปล่อยก๊าซเหล่านั้นจากยอดรวม.abcnews+1
บริษัทน้ำมันและก๊าซของรัฐมาเลเซีย Petronas กำลังก่อสร้างแหล่งเก็บคาร์บอนนอกชายฝั่งที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยมูลค่า 1.1 พันล้านดอลลาร์ส โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการภายในสิ้นทศวรรษ กระทรวงเศรษฐกิจของมาเลเซียคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมกักเก็บคาร์บอนอาจเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจได้ถึง 250 พันล้านดอลลาร์ภายใน 30 ปี.
รัฐบาลญี่ปุ่นและมาเลเซียลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วย CCS ในเดือนตุลาคม 2025 เพื่อกำหนดกรอบการหารือทวิภาคีและความร่วมมือทางเทคนิค สถานีของนอร์เวย์เริ่มทดสอบการขนส่งคาร์บอนข้ามพรมแดนแล้ว และสถานี CCS นอกชายฝั่งแห่งแรกของสหภาพยุโรปคาดว่าจะเริ่มดำเนินการภายในกลางปี 2026.spglobal+1